วัน นี้ จะลงบทสัมภาษณ์ของอีกคนที่ลงในหนังสือพ็อคเก็ตบุค “โปสการ์ด ชา กาแฟ” ของสำนักพิมพ์ freeform ของพี่ปรายพันแสง คือบทสัมภาษณ์ของตัวเองค่ะ มันก็เป็นแค่ความคิดของช่วงวัยนี้ พอแก่ตัวอีก 10 ปี ความคิดอาจจะเปลี่ยนก็ได้ หรือว่าไม่เปลี่ยนก็ได้ ความคิดมันพัฒนาได้ ความคิดที่ถูกต้อง เถียงไม่ได้ ไม่มีที่ผิด ถูกทุกข้อ มันมีหรือเปล่า ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ความคิดแบบนั้นน่าจะเป็นความคิดที่เป็นสัจธรรมมาก ๆ ที่เป็นจริงมาก ๆ ค้านไม่ได้เลย อย่างความคิดที่ไอน์สไตน์กำลังค้นหาคำตอบเดียวหรือสมการเดียวที่สามารถตอบ ทุกคำถามบนโลกใบนี้ได้ ไอสไตน์ก็ยังค้นคว้าไม่จบ ตายไปเสียก่อน หรือมันอาจจะมีก็ได้ แต่รู้สึกไม๊ว่า ทำไมเราไม่รู้สึกว่าเราต้องเป็นคนหาคำตอบพวกนี้ ก็ตัวฉันเอง ยังรู้สึกว่า ตัวเองคงทำไม่ได้หรอก เรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เอาแค่ แต่ละวัน ใช้ชีวิตแบบมีความสุขอย่างไม่มีกังวลยังยากเลย

คนไทยก็เป็นได้เท่านี้ ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่มีปัญหา ฮาฮา กันไป

เช่นเดียวกับปาย ฉันไม่เคยคิดว่า ปายจะต้องเหมือนเดิม หรือปายจะต้องเป็นอย่างไร มีใครสามารถรู้ได้ด้วยเร๋อ ปายจะเป็นอย่างไร ต้องเป็นอย่างไร ปายเป็นอย่างไร แล้วแม่ฮ่องสอนหล่ะ ประเทศไทยหล่ะ โลกของเราหล่ะ มันต้องเป็นยังไง แล้วคนไทยเป็นคนยังไงหล่ะ ทำเรื่องพวกนี้เป็นกันด้วยเร๋อ ทำแบบที่พวกญี่ปุ่นที่เวลาเขาเป็นห่วงอะไร เขาคิดแก้ปัญหากันจริง ๆ จัง ปฏิบัติแล้วก็ยังพัฒนาอีกไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง รู้ว่าอะไรคือแก่นของปัญหา คนไทยพอจะทำอะไรหน่อยก็กลัวคนโน้นว่า ไม่อนุรักษ์ โอ๊ย ตะวันตกเกินไป แบบว่ามันไม่ปายเลย หรือมันไม่เหมือนเดิม แล้วที่เป็นแบบเดิมมันเป็นยังไง เป็นเดิมที่ดีแล้ว ไม่ต้องแก้ไข จะเดิมเมื่อไหร่ดี เดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว 50 ปีที่แล้ว จะเดิมที่จุดไหนกัน มันมีเดิมไปถึงเมื่อ 100 ปีที่แล้วด้วยนะ แต่จะจุดเดิมก็ไม่เหมือนกันนะ โอ…มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากมาย เราเกิดมาก็แต่ชีวิตเล็ก ๆ ไม่คิดว่าจะสามารถเปลี่ยนความคิดของคนทั้งโลกได้ คนในโลกทั้งในไทย ทั้งต่างประเทศ ต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม โลกอยู่ได้ด้วยความหลากหลาย โลกให้พื้นที่ให้ทุกคนได้นอน ได้กิน ไม่ว่าคนนั้นจะรวย จะจน ต่างก็ต้องการการหายใจ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว แค่เกิดมาเป็นหมา มันก็ต้องการยืนอยู่บนโลกนี้ด้วย เราไม่มีสิทธิ์ห้ามหมาอยู่บนโลกนี้ ฉันแค่คิดว่า แต่ละคนบนโลก ช่วยรับผิดชอบต่อโลกนี้ด้วยเถอะ อย่าโลภมาก อย่าเอาเปรียบกัน รักกันไม่ว่าเธอจะเป็นคนปาย เธอจะเป็นคนเชียงใหม่ คนกรุงเทพฯ คนลาว คนอเมริกา คนเยอรมัน คนอิรัก คนปากีสถาน ต่างคนต่างอยู่กันแบบเอื้ออาทร แบ่งปันกัน ทำมากได้มาก ขี้เกียจก็ได้น้อย ต้องยอมรับกรรมของตัวเอง อยากมีก็ต้องขยัน อยากมีความรู้ก็ต้องไปเรียนรู้ เอากันแค่นี้ยังทำกันยาก เพราะบางคนยังไม่รู้เลยว่า ฉันเกิดมาต้องทำอะไรเร๋อ ฉันก็เลยรู้สีกว่า ฝึกแค่ตัวเองไม่ให้โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้โง่ก็ยากแล้ว จะไปบอกให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมเขาต้องเชื่อเราด้วย และก็วกกลับมาที่ปาย ปายไม่ใช่ของใคร จะมาบอกให้เป็นอย่างโน้น อย่างนี้ มันจะทำยังไงให้ถูกใจคนทุกกลุ่ม ฉันจึงได้แต่ทำเรื่องของตัวเองให้ดี รับผิดชอบตัวเองให้ดี ทำงานก็ทำออกมาอย่างตั้งใจ ไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่ถ้ามันได้มา ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เราก็ไปใช้เพื่ออำนวยความสบายในชีวิต จึงคิดว่า ถ้าทุกคนมีสำนึกดีเพื่อปาย เพื่อประเทศไทย เพื่อโลก มันน่าจะออกมาในทางดีที่สุด ถ้าคิดดีมันก็น่าจะดีนะ แต่ความคิดของแต่ละคน มันก็คิดต่าง ต่างคนต่างว่าของตัวเองดี งั้นก็ต่างคนต่างทำกันไป อยากเกิดมาทำอะไร ก็ทำเถิด ขอให้ทุกท่านจำเริญ มีชีวิตที่เป็นสุข อย่าลืมว่า ไม่กี่วัน เราก็ต้องจากโลกนี้ไปเหมือนก้นหมด

เขียน ไปเริ่มรู้สึกว่า ที่คนไทยเป็นแบบนี้ เพราะคนไทยเราใช้ชีวิตไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ไม่กล้าแสดงความชัดเจน ว่าเราจะเป็นประเทศแบบไหนกันแน่ คนไทยก็เลยใช้ชีวิตกันแบบไร้ทิศทาง น่าเศร้า

เข้าเรื่องแล้วนะคะ ขอคัดลอกมาพอเป็นกระสัย ทำให้อยาก แล้วไปหาอ่านกันนะคะ

ถาม ก่อนหน้านี้เคยรู้จักปายมาก่อนหรือเปล่าคะ

ตอบ ไม่เคยรู้จักจริงจัง แต่ว่าเคยผ่าน เราเดินป่าไปปางมะผ้าปี 38 คือเพื่อน ๆ เราเริ่มเที่ยวแล้ว เขาบอกว่า เฮ้ย! ปายน่ะ เมืองเล็ก ๆ สวยดี แต่ว่าตอนนั้นเราไม่ต้องการเที่ยวเมือง เราอยากเดินทางในป่า กางเต็นท์ ดูชาวเขา นอนกับชาวเขา กินข้าวกับชาวเขา คืนละ 20 บาทเอง ตอนนั้นเดินมันส์มาก เหนื่อยตรงไหนก็พักกางเต็นท์ ทำกับข้าว เหมือนเดินป่าไปเรื่อย ๆ

ถาม ตอนมาอยู่ที่นี่ทางบ้านเห็นด้วยไหม

ตอบ เขาก็ไม่เห็นด้วย เอาใบปริญญาของเราทิ้งขยะหมดเลยนะ แม่บอกว่า อะไรวะ! เหมือนคนขี้เกียจ ทำไมใช้ชีวิตเหมือนคนขี้เกียจ หาว่าเราชอบเที่ยว แต่เรารู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เราเป็นหรอก เรารู้ว่าเราไม่ได้ไม่ได้ไร้สาระ ไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อน เราไม่เคยขอเงินแม่เลย มาก็มาด้วยตัวเอง การเกิดมาเก้าโมงต้องทำงาน แล้วห้าโมงออกจากสำนักงาน เราไม่ได้เลือก เรียนจบมาแล้วต้องเป็นแบบนี้ คือเรายังไม่รู้เลยว่ามีวิธีอื่นในการใช้ชีวิตอยู่ไหม เรายังไม่รู้เลยว่า เฮ้ย! เราอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องเข้าระบบก็สามารถมีชีวิตอยู่ได่้ ซึ่งไม่เคยมีใครบอกเราว่ามีวิธีไหนบ้าง เราจะทำเกษตรเหรอ ไม่รู้ ต้องมาทำต่างจังหวัด เราเคยลองทำเกษตรแล้วก็คิดว่าไม่ใช่เรา มันเหนื่อยเกินไป

ถาม ลองทำที่ไหนคะ

ตอบ เคยลองปลูกที่นี่ แต่มันเหนื่อยมาก มีปัญหาเรื่องเมล็ดที่เขาขายกัน มันปลูกได้ครั้งเดียว แล้วปลูกธรรมชาติไม่ได้ด้วย ต้องใส่ปุ๋ยใส่อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันทำไม่ได้ (หัวเราะ) มันเป็นหมันเป็นอะไรไปแล้ว แต่จะให้เราไปหาต้นกะเพราที่เป็นธรรมชาติมาก หรือไปหาต้นคะน้าที่ยังไม่เคยถูกจีเอ็มโอก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น กูยังไม่อยากค้นหาเรื่องนี้ก็แล้วกัน ก็เลยหยุด เพราะว่าเคยทำแล้วมันแคระแกร็นมากเลย (หัวเราะ)

ถาม มาอยู่ปายแรก ๆ ทำอะไรบ้าง

ตอบ อ่านหนังสือค่ะ อ่านหนังสือทุกวัน บางวันอ่านได้สามเล่ม นอนหลับปุ๊บ ตื่นขึ้นมาอ่าน นอนแปลใต้ถุน วันนี้หยิบมาเลยสามเล่ม อ่าน…หลับ ตื่นขึ้นมาอ่านต่อ เที่ยงทำกับข้าว เย็นนอนอ่านหังสือ แล้วก็ขี่จักรยาน ตอนเช้าจะขี่จักรยานออกไปฝั่งโป่งน้ำร้อนแล้วขี่กลับมา ออกกำลังกาย ตอนเย็นออกไปขี่อีกรอบหนึ่ง บางวันขี้เกียจอ่านหนังสือก็เดิน เดินให้หมดเลย ตรงไหนมีทางเดิน กูเดินเข้าไปหมด บางทีก็งงว่าออกทางนี้ได้ด้วย (หัวเราะ) เราไม่ได้เดินพร้อมกันสามคนนะ ต่างคนต่างเดิน อยากทำอะไรก็ทำ บางทีขี่จักรยานพร้อมกัน แต่ถ้าไม่อยากพร้อมกันก็ไม่พร้อม แล้วก็วาดรูป ถ้าวันไหนอยากวาดรูปก็ฝึกวาดรูปอยู่อย่างนั้น มีการประชันฝีมือ เฮ้ย ! วันนี้วาดรูปแข่งกัน ใครอยากวาดรูปก็ประชันฝีมือ ฝึกวาดมือ จากสีน้ำก็เป็นสีน้ำมัน วาดไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่อยากวาดเป็น อยากวาดให้มีความรู้สึกว่า สบายว่ะ กูรู้แล้ว ทีนี้กูจะวาดอะไรก็ได้ วาดได้หมดเลยนะ สนุกดี เดินเล่นนี่ก็เอาย่ามไปด้วย พอเจอตำลึงก็เก็บ เจอมะละกอที่เขาไม่เอาก็เก็บกลับบ้าน ผักบุ้งก็เก็บ ประหยัดสุด ๆ ใช้ชีวิตแบบประหยัดมาก แต่ไม่รู้สึกลำบากเลยนะ คือมันสนุกมาก เวลาซื้อแตงโมมาก็ผ่าแตงโมกิน เปลือกก็เก็บไว้ทำแกงส้ม คือทำทุกอย่างที่เราได้อ่านมา สนุกสนานดี ได้ทดลอง

ถาม ตอนแรกที่เปิดร้านผลตอบรับดีไหมคะ

ตอบ ก็เรื่อย ๆ แต่ไม่ถึงขนาดรวยนะ เราได้แนวคิดจากฟูกูโอกะ เวลาเปิดร้านอย่าทำอย่างเดียว สมมติคุณจะขายเสื้อ อย่าขายเสื้ออย่างเดียว เหมือนกับการปลูกพืช อย่าปลูกพืชชนิดเดียว ปลูกข้าวต้องปลูกพริก ปลูกคะน้าด้วย ข้าวขายไม่ได้ เดี๋ยวขายพริกได้ เหมือนกัน บางวันขายเสื้อไม่ได้ ก็ขายโปสต์การ์ด โปสต์การ์ดขายไม่ได้ก็ขายกระเป๋า มันจะวน ๆ กัน

ถาม ได้ยินมาว่าเคยทำหนังสือชื่อยูโทปาย ช่วงเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

ตอบ ยูโทปายเกิดตอนเป็นร้านอาหารปีสุดท้าย มีกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่งมารู้จักกันที่นี่ แล้วทุกคนมีฝัน บางคนอยากเป็นนักเขียน บางคนอยากทำหนัง บางคนอยากเป็นศิลปิน บางคนเป็นเด็กที่เรารู้จักในปาย แล้วก็มีคนบ่นว่า “อยากทำหนังว่ะ อยากเขียนหนังสือว่ะ” พี่กนธ์เลยบอกว่า ถ้ามึงอยากทำ ก็หัดเขียนบทให้ได้ก่อน มารวม ๆกันเขียนหนังสือทำมือด้วยกันดีกว่า เขียนกันเอง อ่านกันเองไหม พี่กนธ์เขาคิดคำหนึ่งได้คือคำว่า “ยูโทปาย” มาจากยูโทเปีย แต่สลับเอกับไอเป็นปาย แล้วเราก็ทำหนังสือที่ผลัดกันเป็น บก. คนเป็น บก.ต้องรับผิดชอบตามต้นฉบับมารวมเล่ม คิดหน้าปก เขียนบท บก. แล้วก็อ่านกันเอง อยากเขียนอะไรก็เขียน จะด่ารัฐบาลหรือด่า อบต(เซ็นเซ่อร์ค่ะ มีคำหยาบ กลัวรับกันไม่ได้……….ทำมาได้หกเดือน ประมาณสามสิบแปดหรือสี่สิบฉบับ ทำทุกอาทิตย์ มีคนหนึ่งเป็นสถาปนิก ไม่ได้เขียน แต่ขอซื้อทุกฉบับเลย

งานเพ้นท์ชุด “like” 1998

ถาม แล้วเรื่องภาพวาด มาหัดวาดที่นี่

ตอบ เริ่มที่นี่ แต่จริง ๆ เป็นคนชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่มาหัดวาดจริง ๆ ที่นี่

ถาม ทำไมถึงชอบวาดภาพ มันมีเสน่ห์ยังไงคะ

ตอบ การวาดรูปมันมีความสุขมากนะ มันได้อยู่กับตัวเอง เรารู้สึกชอบศิลปะ ชอบดูเวลามีคนแสดงงานที่กรุงเทพฯ มีความสุขดี ทำให้จิตใจเราละเอียดอ่อน ทำให้รู้จักเรื่องความงาม องค์ประกอบ มันเกี่ยวกับชีวิตด้วยแหละ ที่เราชอบภาพวาดเพราะว่าถ้าเราศึกษาจริง ๆ ศิลปินแต่ละคนเขามีแนวความคิดไง เราชอบศึกษาว่าเขามีแนวคิดยังไง คิดอะไรกันถึงวาดออกมาอย่างนี้ แล้วมันจะมีผลเวลาทำงาน ศิลปะมันจะอยู่ในตัวเรา อยู่ในเสื้อ ในโปสต์การ์ด ในบ้านที่เราอยู่ งานศิลปะดัง ๆ ของพวกศิลปินดัง ๆ ที่เราศึกษาจะอยู่ในหัวเรา มันจะไปอยู่ในบ้านของเรา อยู่ในการใช้ชีวิต

ภาพวาดบ้านเช่าหลังแรก วาดปี 1998

ถาม ถ้ามาเห็นปายในตอนนี้ คิดว่ายังอยากอยู่ไหม

ตอบ ถ้ามาปายตอนนี้หรือ ? เราอาจจะไม่อยู่ในเมือง ไปอยู่ข้างนอก เพราะออกไป